ตลาดมือถือยอดขายพุ่งแรง +ไอดีซีคาดสิ้นปีนี้อาจทะลุหลักพันล้านเครื่อง สวนทางกำไรหดลง
บริษัทวิจัยไอดีซี เผยข้อมูลอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในไตรมาส 3 ของปี 2549 ระบุว่า ยอดขายโทรศัพท์มือถือมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 254.9 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 7.9% และเพิ่มขึ้นจากเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 21% ซึ่งเป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยหากว่าตลาดยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นนี้ต่อไป อาจเป็นไปได้ว่ายอดขายภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นไปกว่าตัวเลขคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 998 ล้านเครื่อง ไปถึงหลักพันล้านเครื่อง ขณะที่ปี 2548 ซึ่งมียอดขายรวมทั้งสิ้น 833.2 ล้านเครื่อง และ 714 ล้านเครื่องในปี 2547
จากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ของบรรดาผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือระดับโลก ส่วนใหญ่มียอดขายเพิ่มขึ้น โดยโนเกีย ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดไว้ได้ด้วยส่วนแบ่งตลาด 34.5% รองลงมายังเป็นโมโตโรล่า (21.0%) ซัมซุง (12.0%) โซนี่ อีริคสัน (7.7%) และ แอลจี (6.4%)
กระนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ยอดขายของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนผลกำไรกลับสวนทางปรับตัวลดลง โดยโนเกีย แม้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่า 10,100 ล้านยูโร (12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่กลับมีกำไรสุทธิตกลงไปอยู่ที่ 845 ล้านยูโร (1,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 881 ล้านยูโร เช่นเดียวกับโมโตโรล่า ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 10,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพลาดจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 11,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผลกำไรสุทธิตกลงไปมากถึง 45% แม้แต่ผู้ผลิตจากฝั่งเอเชีย ก็เผชิญสถานการณ์ไม่แตกต่างกัน ทั้งซัมซุง และแอลจี ที่แม้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนผลกำไรกลับตกลงเช่นเดียวกันคิดเป็นสัดส่วน 5% และ 36% ตามลำดับ
ที่เป็นเช่นนี้ ทางบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของโลกออกมาระบุว่า เป็นเพราะนโยบายการทำตลาดที่มุ่งเจาะเข้าไปยังตลาดเกิดใหม่ ทำให้ต้องปรับลดราคาเครื่องลงเพื่อดึงดูดผู้บริโภค ผลคือทำให้กำไรของเครื่องลดลง
นายโอลลิ-เพคคา คาลัสวูโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโนเกีย กล่าวว่า การเจาะเข้าไปในตลาดที่มีโอกาสการเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ต้องทำตลาดโทรศัพท์มือถือที่เน้นการใช้งานพื้นฐานทั่วไปซึ่งมีราคาน้อยกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวทำให
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
| ข่าวประจำวันที่ 2006-10-26 | ดูข่าวอื่นๆ |



